ENGLISH TENSE SYSTEM

What is Tense? | Tense & Time | Basic Tenses | Regular Verbs | Irregular Verbs | Be

English Tense System

In some languages, verb tenses are not very important or do not even exist. In English, the concept of tense is very important.

In this lesson we look at the idea behind tense, how to avoid confusing tense with time, and the structure of the basic tenses, with examples using a regular verb, an irregular verb and the verb be.

What is Tense?

tense (noun): a form of a verb used to indicate the time, and sometimes the continuation or completeness, of an action in relation to the time of speaking. (From Latin tempus = time).

Tense is a method that we use in English to refer to time – past, present and future. Many languages use tenses to talk about time. Other languages have no tenses, but of course they can still talk about time, using different methods.

So, we talk about time in English with tenses. But, and this is a very big but:

  • we can also talk about time without using tenses (for example, going to is a special construction to talk about the future, it is not a tense)
  • one tense does not always talk about one time (see Tense & Time for more about this)

Here are some of the terms used in discussing verbs and tenses.

Mood

indicative mood expresses a simple statement of fact, which can be positive (affirmative) or negative

  • I like coffee.
  • I do not like coffee.

interrogative mood expresses a question

  • Why do you like coffee?

imperative mood expresses a command

  • Sit down!

subjunctive mood expresses what is imagined or wished or possible

  • The President ordered that he attend the meeting.

Voice

Voice shows the relationship of the subject to the action. In the active voice, the subject does the action (cats eat mice). In the passive voice, the subject receives the action (mice are eaten by cats). Among other things, we can use voice to help us change the focus of attention.

Aspect

Aspect expresses a feature of the action related to time, such as completion or duration. Present simple and past simple tenses have no aspect, but if we wish we can stress with other tenses that:

  • the action or state referred to by the verb is completed (and often still relevant), for example:
    I have emailed the report to Jane. (so now she has the report)
    (This is called perfective aspect, using perfect tenses.)
  • the action or state referred to by the verb is in progress or continuing (that is, uncompleted), for example:
    We are eating.
    (This is called progressive aspect, using progressive [continuous] tenses.)

PRESENT TENSES

PAST  TENSES

FUTURE TENSES

*-* Tense *-*

ความหมายของ Tense

Tense คือ รูปของคำกริยาที่บอกเวลาของการกระทำ ในภาษาอังกฤษการกระทำที่เกิดขึ้นในเวลาที่แตกต่างกันจะใช้รูปของคำกริยาที่ แตกต่างกัน เช่น

1. I am playing football now. ( ฉันกำลังเล่นฟุตบอล )

2. I played football yesterday. ( ฉันเล่นฟุตบอลเมื่อวานนี้ )

ในประโยคที่ 1 รูปของคำกริยาคือ am playing บอกให้รู้ว่าการเล่นฟุตบอลกำลังเกิดขึ้นในขณะที่พูดประโยคนี้ออกมา

ในประโยคที่ 2 รูปของคำกริยาคือ played บอกให้รู้ว่าการเล่นฟุตบอลเกิดขึ้นเมื่อวานนี้

ชนิดของ Tense

Tense แบ่งออกเป็น 3 ชนิดใหญ่ คือ

1. Present Tense ใช้กับการกระทำที่เป็นปัจจุบัน

2. Past Tense ใช้กับการกระทำที่เป็นอดีต

3. Future Tense ใช้กับการกระทำที่เป็นอนาคต

แต่ละ Tense ใหญ่แบ่งออกเป็น 4 Tense ย่อย จึงมีทั้งหมด 12 Tense ดังนี้

Present Tense

Past Tense

Future Tense

1. Present Simple Tense 1. Past Simple Tense 1. Future Simple Tense
2. Present Progressive Tense 2. Past Progressive Tense 2. Future Progressive Tense
3. Present Perfect Tense 3. Past Perfect Tense 3. Future Perfect Tense
4. Present Perfect Progressive Tense 4. Past Perfect Progressive Tense 4. Future Perfect Progressive Tense

โครงสร้างของ Tense

ทั้ง 12 Tense ย่อยมีโครงสร้างของประโยคดังนี้

Present Tense

Past Tense

Future Tense

1. S + V.1 1. S + V.2 1. S + will , shall +V.1
2. S + is ,am , are + V.1 เติม ing 2. S + was , were + V.1 เติม ing 2. S + will, shall + be + V.1 เติม ing
3. S + have , has + V.3 3. S + had + V.3 3. S + will , shall + have , has + V.3
4. S + have , has + been + V.1 เติม ing 4. S + had + been + V.1 เติม ing 4. S +will , shall + have + been + V.1 เติม ing

1. Present Simple Tense

1.1 ประโยค Present Simple Tense เชิงบอกเล่า

โครงสร้าง : Subject + Verb 1 (s )

( เมื่อประธานเป็นเอกพจน์บุรุษที่ 3 หลังคำกริยาจะต้องเติม s )

ตัวอย่าง : 1.I go to school by car. (ฉันไปโรงเรียนโดยรถยนต )

1.2 ประโยค Present Simple Tense เชิงปฏิเสธ

เมื่อต้องการแต่งประโยคใน Present Simple Tense ให้มีความหมายเชิงปฏิเสธ ทำได้ด้วยการใช้ Verb to do มาช่วย มีหลักการใช้ดังนี้

do ใช้กับประธานพหูพจน์ และ I กับ you

does ใช้กับประธานเอกพจน์ ซึ่งมีโครงสร้างดังนี้

โครงสร้าง : Subject + do / does + not + Verb 1

( ประธาน + do / does + not + กริยาช่องที่ 1 )

ตัวอย่าง : 1. I do not ( don’t ) go to school by car. ( ฉันไม่ไปโรงเรียนโดยรถยนต์ )

ข้อสังเกต : เมื่อนำ does มาช่วยในประโยคแล้ว ต้องตัด s ออกด้วย

1.3 ประโยค Present Simple Tense เชิงคำถามและการตอบ

เมื่อต้องการแต่งประโยคใน Present Simple Tense ให้มีความหมายเชิงคำถาม ทำได้ด้วยการนำ do หรือ does มาวางไว้หน้าประโยค และตอบด้วย Yes หรือ No ซึ่งมีโครงสร้างของประโยคดังนี้

โครงสร้าง : Do / Does + Subject + Verb 1 ?

( Do / Does + ประธาน + กริยาช่องที่ 1 )

ตัวอย่าง : 1. Does he walk to school ? (เขาเดินไปโรงเรียนใช่หรือไม่ )

-Yes, he does. ( ใช่ เขาเดินไปโรงเรียน )

-No, he doesn’t. ( ไม่ใช่ เขาไม่ได้เดินไปโรงเรียน )

1.4 หลักการใช้ Present Simple Tense

      1. ใช้กับเหตุการณ์หรือการกระทำที่เป็นความจริงตลอดไปหรือเป็นความจริงตามธรรมชาติ เช่น1. The sun rises in the east.( พระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออก )

2. ใช้กับการกระทำที่กระทำอยู่จนเป็นนิสัย มักจะมีกลุ่มคำที่มีความหมายว่า เสมอๆ บ่อยๆ ทุกๆ อยู่ด้วย เช่น

      1. I get up at six o’clock every day. ( ฉันตื่นนอนเวลา 6 นาฬิกาทุกวัน )

2. Present Progressive Tense

2.1 ประโยค Present Progressive Tense เชิงบอกเล่า

โครงสร้าง: Subject + is, am, are + Verb 1 ing.

ตัวอย่าง 1. I am playing football. ( ฉัน กำลังเล่น ฟุตบอล )

2.2 ประโยค Present Progressive Tense เชิงปฏิเสธ

เมื่อต้องการแต่งประโยค Present Progressive Tense ให้มีความหมาย เชิงปฏิเสธให้นำ not มาเติมหลัง Verb to be ซึ่งมีโครงสร้างดังนี้

โครงสร้าง: Subject + is, am, are + not + Verb 1 ing.

ตัวอย่าง : 1. I am not playing football. ( ฉันไม่ได้ กำลังเล่น ฟุตบอล )

2.3 ประโยค Present Progressive Tense เชิงคำถามและการตอบ

เมื่อต้องการแต่งประโยค Present Progressive Tense ให้มีความหมาย เชิงคำถามให้นำ Verb to be มาวางไว้หน้าประโยค

และตอบด้วย Yes หรือ No ซึ่งมีโครงสร้างดังนี้

โครงสร้าง: Is, Am, Are + Subject + Verb 1 ing. ?

1. Are they studying English ? (พวกเขากำลังเรียนภาษาอังกฤษใช่หรือไม่ )

-Yes, they are. ( ใช่พวกเขากำลังเรียน )

-No, they aren’t . ( ไม่พวกเขาไม่ได้กำลังเรียน )

2.4 หลักการใช้ Present Progressive Tense

1. ใช้กับการกระทำที่กำลังเกิดขึ้นในขณะที่พูด เช่น

1. I am studying English . ( ฉันกำลังเรียนภาษาอังกฤษ )

3.Present Perfect Tense

3.1 ประโยค Present Perfect Tense เชิงบอกเล่า

โครงสร้าง : Subject + have , has + Verb 3

ตัวอย่าง : 1. I have studied English for 5 years.( ฉันเรียนภาษาอังกฤษมา 5 ปีแล้ว )

3.2 ประโยค Present Perfect Tense เชิงปฏิเสธ

เมื่อต้องการแต่งประโยค Present Perfect Tense ให้มีความหมายเชิงปฏิเสธให้เติม not หลัง Verb to have ซึ่งมีโครงสร้างดังนี้

โครงสร้าง : Subject + have , has + not + Verb 3

ตัวอย่าง : 1. I have not studied English for 5 years.( ฉันเรียนภาษาอังกฤษมาไม่ถึง 5 ปี )

3.3 ประโยค Present Perfect Tense เชิงคำถามและการตอบ

เมื่อต้องการแต่งประโยค Present Perfect Tense ให้มีความหมาย เชิงคำถามให้นำ Verb to have มาวางไว้หน้าประโยค

และตอบด้วย Yes หรือ No ซึ่งมีโครงสร้างดังนี้

โครงสร้าง : Have, Has + Subject + Verb 3 ?

ตัวอย่าง : 1.Have you studied English for 5 years ?( คุณเรียนภาษาอังกฤษมา 5 ปีแล้วใช่หรือไม่ )

-Yes, I have. ( ใช่ ฉันเรียนภาษาอังกฤษมา 5 ปีแล้ว )

-No, I haven’t. ( ไม่ ฉันเรียนภาษาอังกฤษมาไม่ถึง 5 ปี )

3.4 หลักการใช้ Present Perfect Tense

1. ใช้กับเหตุการณ์หรือการกระทำที่เกิดขึ้นแล้วในอดีต และเหตุการณ์นั้นยังคงต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน เช่น

    • Somchai has studied English for 5 years. ( สมชายเรียนภาษาอังกฤษมา 5 ปีแล้ว ขณะนี้ก็ยังเรียนอยู่ )

2. ใช้กับเหตุการณ์ที่เคยหรือไม่เคยทำในอดีต ซึ่งมิได้บ่งบอกเวลาที่แน่นอนเอาไว้ และมักจะมีคำวิเศษณ์ คือ ever, never, once, twice

มาใช้ร่วมเสมอ เช่น

– I have never seen him before. ( ฉันไม่เคยเห็นเข้ามาก่อน )

4. Present Perfect Progressive Tense

4.1 ประโยค Present Perfect Progressive Tense เชิงบอกเล่า

โครงสร้าง : Subject + have , has + been + Verb 1 ing

ตัวอย่าง : 1. He has been speaking for 3 hours. ( เขาพูดมา 3 ชั่วโมงแล้ว )

4.2 ประโยค Present Perfect Progressive Tense เชิงปฏิเสธ

เมื่อต้องการแต่งประโยค Present Perfect Progressive Tense ให้มีความหมายเชิงปฏิเสธให้เติม not หลัง Verb to have ซึ่งมีโครงสร้างดังนี้

โครงสร้าง : Subject + have , has + not + been + Verb 1 ing

ตัวอย่าง : 1. He has not been speaking for 3 hours. ( เขาพูดมาไม่ถึง 3 ชั่วโมง )

4.3 ประโยค Present Perfect Progressive Tense เชิงคำถามและการตอบ

เมื่อต้องการแต่งประโยค Present Perfect Progressive Tense ให้มีความหมาย เชิงคำถามให้นำ Verb to have มาวางไว้หน้าประโยค และตอบด้วย Yes หรือ No ซึ่งมีโครงสร้างดังนี้

โครงสร้าง : Have , Has + Subject +been + Verb 1 ing ?

ตัวอย่าง : 1. Has he been speaking for 3 hours ?( เขาพูดมาตลอด 3 ชั่วโมงใช่หรือไม่ )

-Yes , he has. ( ใช่ เขาพูดมาตลอด 3 ชั่วโมง )

– No, he hasn’t . ( ไม่ เขาพูดมาไม่ถึง 3 ชั่วโมง )

4.4 หลักการใช้ Present Perfect Progressive Tense

1. ใช้กับการกระทำหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน และจะดำเนินต่อไปอีกในอนาคต

Tense ใช้เหมือน Present Perfect Tense ต่างกันแต่เพียงว่า Present Perfect Progressive Tense เน้นความต่อเนื่องไปถึงอนาคต )

เช่น

Present Perfect Tense

Present Perfect Progressive Tense

He has worked for 3 hours. He has been working for 3 hours.
ในประโยคนี้เขาทำงานมาแล้ว 3 ชั่วโมง แต่ไม่ทราบว่าจะทำต่อไปอีกหรือไม่ ในประโยคนี้เขาทำงานมาแล้ว 3 ชั่วโมง และจะทำต่อไปอีก

5. Past Simple Tense

5.1 ประโยค Past Simple Tense เชิงบอกเล่า

โครงสร้าง : Subject + Verb 2

ตัวอย่าง : 1.He walked to school yesterday. ( เขาเดินมาโรงเรียนเมื่อวานนี้ )

5.2 ประโยค Past Simple Tense เชิงปฏิเสธ

เมื่อต้องการแต่งประโยคใน Past Simple Tense ให้มีความหมายเชิงปฏิเสธ ทำได้ด้วยการใช้ Verb to do

ช่องที่ 2 คือ did มาช่วย และเติม not ข้างหลัง มีโครงสร้างของประโยคดังนี้

โครงสร้าง : Subject + did + not + Verb 1

ตัวอย่าง : 1. He did not ( didn’t ) walk to school yesterday. ( เขาไม่ได้เดินมาโรงเรียนเมื่อวานนี้ )

ข้อสังเกต : เมื่อนำ did มาใช้ในประโยคแล้วต้องเปลี่ยนกริยาช่องที่ 2 ให้เป็นกริยาช่องที่ 1 ด้วย

5.3 ประโยค Past Simple Tense เชิงคำถามและการตอบ

เมื่อต้องการแต่งประโยคใน Past Simple Tense ให้มีความหมายเชิงคำถาม ทำได้ด้วยการนำ did มาวางไว้หน้าประโยค

และตอบด้วย Yes หรือ No ซึ่งมีโครงสร้างของประโยคดังนี้

โครงสร้าง : Did + Subject + Verb 1

ตัวอย่าง : 1. Did he walk to school yesterday ?( เมื่อวานนี้เขาเดินมาโรงเรียนใช่หรือไม่ )

– Yes, he did. ( ใช่ เขาเดินมา )

– No, he didn’t. ( ไม่เขาไม่ได้เดินมา )

5.4.หลักการใช้ Past Simple Tense

1. ใช้กับเหตุการณ์หรือการกระทำที่เกิดขึ้นและจบลงไปแล้วในอดีต ซึ่งมักจะมีคำ กลุ่มคำ หรืออนุประโยคต่อไปนี้อยู่ในประโยค

คำ

กลุ่มคำ

อนุประโยค

ago last night when he was young
once last year when he was five years old
yesterday yesterday morning when I lived in Tokyo
during the war

6.Past Perfect Tense

6.1 ประโยค Past Perfect Tense เชิงบอกเล่า

โครงสร้าง : Subject + had + verb 3

ตัวอย่าง : 1. She had studied Thai. ( หล่อนได้เรียนภาษาไทย )

6.2 ประโยค Past Perfect Tense เชิงปฏิเสธ

เมื่อต้องการแต่งประโยค Past Perfect Tense ให้มีความหมายเชิงปฏิเสธให้เติม not

หลัง Verb to have ซึ่งมีโครงสร้างดังนี้

โครงสร้าง : Subject + had + not + Verb 3

ตัวอย่าง : 1. She had not studied Thai.

( หล่อนยังไม่ได้เรียนภาษาไทย )

6.3 ประโยค Past Perfect Tense เชิงคำถามและการตอบ

เมื่อต้องการแต่งประโยค Past Perfect Tense ให้มีความหมายเชิงคำถามให้นำ Verb to have

มาวางไว้หน้าประโยคและตอบด้วย Yes หรือ No ซึ่งมีโครงสร้างดังนี้

โครงสร้าง : Had + Subject + Verb 3 ?

ตัวอย่าง : 1. Had she studied Thai ? ( หล่อนได้เรียนภาษาไทยแล้วใช่หรือไม่ )

– Yes, she had. ( ใช่หล่อนได้เรียนแล้ว )

– No, she hadn’t. ( ไม่ หล่อนยังไม่ได้เรียน )

7.Past Perfect Progressive Tense

7.1 ประโยค Past Perfect Progressive Tense เชิงบอกเล่า

โครงสร้าง : Subject + had + been + Verb 1 ing

ตัวอย่าง : 1. They had been playing football for three hours.

( เขาทั้งหลายได้เล่นฟุตบอลโดยไม่หยุดมา3 ชั่วโมงแล้ว )

7.2 ประโยค Past Perfect Progressive Tense เชิงปฏิเสธ

เมื่อต้องการแต่งประโยค Past Perfect Progressive Tense ให้มีความหมายเชิงปฏิเสธให้เติม not

หลัง Verb to have ซึ่งมีโครงสร้างดังนี้

โครงสร้าง : Subject + had + not + been + Verb 1 ing

ตัวอย่าง : 1. They had not ( hadn’t ) been playing football for three hours.

(เขาทั้งหลายเล่นฟุตบอลมาไม่ถึง3 ชั่วโมง )

7.3 ประโยค Past Perfect Progressive Tense เชิงเชิงคำถามและการตอบ

เมื่อต้องการแต่งประโยค Past Perfect Progressive Tense ให้มีความหมาย เชิงคำถาม

ให้นำ Verb to have มาวางไว้หน้าประโยค และตอบด้วย Yes หรือ No ซึ่งมีโครงสร้างดังนี้

โครงสร้าง : Had + Subject + been + Verb 1 ing ?

ตัวอย่าง :1. Has they been playing football for three hours ?

( เขาทั้งหลายได้เล่นฟุตบอลมาตลอด 3 ชั่วโมงใช่หรือไม่ )

-Yes, they had.

( ใช่ เขาทั้งหลายเล่นมา 3 ชั่วโมงแล้ว )

-No, they hadn’t.

( ไม่ เขาทั้งหลายเล่นมาไม่ถึง 3 ชั่วโมง )

7.4 หลักการใช้ Past Perfect Progressive Tense

1. ใช้กับเหตุการณ์หรือการกระทำ 2 อย่างที่เกิดขึ้นไม่พร้อมกันในอดีตและสิ้นสุดลงไปแล้วทั้ง 2 เหตุการณ์ ดังนี้

– เหตุการณ์ใดเกิดก่อนใช้ Past Perfect Progressive Tense

– เหตุการณ์ใดเกิดหลังใช้ Past Simple Tense

เช่น

1. He had been sleeping for 30 minutes before we woke him up.

( เขาได้นอนหลับมา 30 นาทีก่อนที่เราจะปลุกเขา )

8.Past Perfect Tense

8.1 ประโยค Past Perfect Tense เชิงบอกเล่า

โครงสร้าง : Subject + had + verb 3

ตัวอย่าง : 1. She had studied Thai.

( หล่อนได้เรียนภาษาไทย )

8.2 ประโยค Past Perfect Tense เชิงปฏิเสธ

เมื่อต้องการแต่งประโยค Past Perfect Tense ให้มีความหมายเชิงปฏิเสธให้เติม not

หลัง Verb to have ซึ่งมีโครงสร้างดังนี้

โครงสร้าง : Subject + had + not + Verb 3

ตัวอย่าง :

1. She had not studied Thai.

((หล่อนยังไม่ได้เรียนภาษาไทย)

8.3 ประโยค Past Perfect Tense เชิงคำถามและการตอบ

เมื่อต้องการแต่งประโยค Past Perfect Tense ให้มีความหมายเชิงคำถามให้นำ Verb to have

มาวางไว้หน้าประโยคและตอบด้วย Yes หรือ No ซึ่งมีโครงสร้างดังนี้

โครงสร้าง : Had + Subject + Verb 3 ?

ตัวอย่าง : 1. Had she studied Thai ?

(หล่อนได้เรียนภาษาไทยแล้วใช่หรือไม่)

– Yes, she had.

(ใช่หล่อนได้เรียนแล้ว )

– No, she hadn’t.

( ไม่ หล่อนยังไม่ได้เรียน )

8.4 หลักการใช้ Past Perfect Tense

1. ใช้กับเหตุการณ์หรือการกระทำ 2 อย่างที่เกิดขึ้นไม่พร้อมกันในอดีตและสิ้นสุดลงไปแล้วทั้ง 2 เหตุการณ์ ดังนี้

  • เหตุการณ์ใดเกิดก่อนใช้ Past Perfect Tense
  • เหตุการณ์ใดเกิดหลังใช้ Past Simple Tense

เช่น – We went out for a walk after we had eaten dinner.

(พวกเราออกไปเดินเล่นหลังจากรับประทานอาหารเย็น)

9.Past Perfect Progressive Tense

9.1 ประโยค Past Perfect Progressive Tense เชิงบอกเล่า

โครงสร้าง : Subject + had + been + Verb 1 ing

ตัวอย่าง : 1. They had been playing football for three hours.( เขาทั้งหลายได้เล่นฟุตบอลโดยไม่หยุดมา3 ชั่วโมงแล้ว )

9.2 ประโยค Past Perfect Progressive Tense เชิงปฏิเสธ

เมื่อต้องการแต่งประโยค Past Perfect Progressive Tense ให้มีความหมายเชิงปฏิเสธให้เติม not

หลัง Verb to have ซึ่งมีโครงสร้างดังนี้

โครงสร้าง : Subject + had + not + been + Verb 1 ing

ตัวอย่าง : 1. They had not ( hadn’t ) been playing football for three hours.

( เขาทั้งหลายเล่นฟุตบอลมาไม่ถึง 3 ชั่วโมง )

9.3 ประโยค Past Perfect Progressive Tense เชิงเชิงคำถามและการตอบ

เมื่อต้องการแต่งประโยค Past Perfect Progressive Tense ให้มีความหมาย เชิงคำถาม

ให้นำ Verb to have มาวางไว้หน้าประโยค และตอบด้วย Yes หรือ No ซึ่งมีโครงสร้างดังนี้

โครงสร้าง : Had + Subject + been + Verb 1 ing ?

ตัวอย่าง :1. Has they been playing football for three hours ?

( เขาทั้งหลายได้เล่นฟุตบอลมาตลอด 3 ชั่วโมงใช่หรือไม่ )

-Yes, they had. ( ใช่ เขาทั้งหลายเล่นมา 3 ชั่วโมงแล้ว )

-No, they hadn’t.( ไม่ เขาทั้งหลายเล่นมาไม่ถึง 3 ชั่วโมง )

9.4 หลักการใช้ Past Perfect Progressive Tense

1. ใช้กับเหตุการณ์หรือการกระทำ 2 อย่างที่เกิดขึ้นไม่พร้อมกันในอดีตและสิ้นสุดลงไปแล้วทั้ง 2 เหตุการณ์ ดังนี้

– เหตุการณ์ใดเกิดก่อนใช้ Past Perfect Progressive Tense

– เหตุการณ์ใดเกิดหลังใช้ Past Simple Tense

เช่น

1. He had been sleeping for 30 minutes before we woke him up.

( เขาได้นอนหลับมา 30 นาทีก่อนที่เราจะปลุกเขา )

10.Future Simple Tense

10.1 ประโยค Future Simple Tense เชิงบอกเล่า

โครงสร้าง : Subject + will, shall + verb 1

ตัวอย่าง : 1. I shall go to Chiang mai tomorrow. ( ฉันจะไปเชียงใหม่วันพรุ่งนี้ )

10.2 ประโยค Future Simple Tense เชิงปฏิเสธ

เมื่อต้องการแต่งประโยค Future Simple Tense ให้มีความหมายเชิงปฏิเสธให้เติม not หลัง will หรือ shall ซึ่งมีโครงสร้างดังนี้

โครงสร้าง : Subject + will, shall + not + verb 1

ตัวอย่าง : 1. I shall not ( shan’t ) go to Chiang mai tomorrow. ( ฉันจะไม่ไปเชียงใหม่วันพรุ่งนี้ )

10.3 ประโยค Future Simple Tense เชิงเชิงคำถามและการตอบ

เมื่อต้องการแต่งประโยค Future Simple Tense ให้มีความหมาย เชิงคำถามให้นำ will หรือ shall มาวางไว้หน้าประโยค และตอบด้วย Yes หรือ No ซึ่งมีโครงสร้างดังนี้

โครงสร้าง : Will,Shall + Subject + verb 1 ?

ตัวอย่าง : 1. Shall you go to Chiang mai tomorrow ? ( คุณจะไปเชียงใหม่วันพรุ่งนี้ใช่หรือไม่ )

    • Yes, I shall. ( ใช่ฉันจะไป )
    • No, I shan’t. ( ไม่ฉันจะไม่ไป )

10.4 หลักการใช้ Future Simple Tense

1. ใช้กับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

เช่น My father will go to America next month. ( พ่อของฉันจะไปอเมริกาเดือนหน้า )

11.Future Progressive Tense

11.1 ประโยค Future Progressive Tense เชิงบอกเล่า

โครงสร้าง : Subject + will ,shall + be + verb 1. ing

ตัวอย่าง : 1. She will be playing tennis.( หล่อนจะกำลังเล่นเทนนิสอยู่ )

11.2 ประโยค Future Progressive Tense เชิงปฏิเสธ

เมื่อต้องการแต่งประโยค Future Progressive Tense ให้มีความหมายเชิงปฏิเสธให้เติม not หลัง will หรือ shall ซึ่งมีโครงสร้างดังนี้

โครงสร้าง : Subject + will ,shall + not + be + verb 1. ing

ตัวอย่าง : 1. She will not ( won’t ) be playing tennis.

( หล่อนจะไม่กำลังเล่นเทนนิสอยู่ )

11.3 ประโยค Future Progressive Tense เชิงเชิงคำถามและการตอบ

เมื่อต้องการแต่งประโยค Future Progressive Tense ให้มีความหมาย เชิงคำถามให้นำ will หรือ shall มาวางไว้หน้าประโยค

และตอบด้วย Yes หรือ No ซึ่งมีโครงสร้างดังนี้

โครงสร้าง : Will , Shall + Subject + be + verb 1 ing ?

ตัวอย่าง : 1. Will she be playing tennis ?( หล่อนจะกำลังเล่นเทนนิสอยู่ใช่หรือไม่ )

      • Yes, she will. ( ใช่ หล่อนจะเล่นอยู่ )
      • No, she won’t. ( ไม่ หล่อนจะไม่เล่นอยู่ )

11.4.หลักการใช้ Future Progressive Tense

ใช้กับเหตุการณ์ 2 อย่างที่จะเกิดขึ้นก่อนหลังกันในอนาคต ดังนี้

  • เหตุการณ์ใดเกิดก่อนใช้ Future Progressive Tense
  • เหตุการณ์ใดเกิดทีหลังใช้ Present Simple Tense

เช่น 1. He will be reading when I visit him.

( เขาจะอ่านหนังสืออยู่เมื่อผมไปเยี่ยมเขา )

12.Future Perfect Tense

12.1 ประโยค Future Perfect Tense เชิงบอกเล่า

โครงสร้าง : Subject + will ,shall + have + verb 3

ตัวอย่าง : 1. She will have gone.( หล่อนคงจะไปแล้ว )

12.2 ประโยค Future Perfect Tense เชิงปฏิเสธ

เมื่อต้องการแต่งประโยค Future Perfect Tense ให้มีความหมายเชิงปฏิเสธให้เติม not หลัง will หรือ shall ซึ่งมีโครงสร้างดังนี้

โครงสร้าง : Subject + will ,shall + not + have + verb 3

ตัวอย่าง : 1. She will not ( won’t ) have gone.( หล่อนคงจะไม่ไปแล้ว )

12.3 ประโยค Future Perfect Tense เชิงเชิงคำถามและการตอบ

เมื่อต้องการแต่งประโยค Future Perfect Tense ให้มีความหมาย เชิงคำถามให้นำ will หรือ shall มาวางไว้หน้าประโยค

และตอบด้วย Yes หรือ No ซึ่งมีโครงสร้างดังนี้

โครงสร้าง : Will , Shall + Subject + have + verb 3 ?

ตัวอย่าง : 1. Will she have gone ?( หล่อนคงจะไปแล้ว ใช่หรือไม่ )

– Yes, she will. ( ใช่ หล่อนคงจะไปแล้ว )

– No, she won’t. ( ไม่ หล่อนคงจะไม่ไป )

12.4 หลักการใช้ Future Perfect Tense

ใช้กับเหตุการณ์ 2 อย่างที่จะเกิดขึ้นไม่พร้อมกันในอนาคต ดังนี้

  • เหตุการณ์ใดเกิดก่อนใช้ Future Perfect Tense
  • เหตุการณ์ใดเกิดทีหลังใช้ Present Simple Tense

เช่น 1. The film will have started before we reach the theater.

( ภาพยนต์คงจะเริ่มฉายก่อนที่พวกเราจะไปถึง )

13.Future Perfect Progressive Tense

13.1 ประโยค Future Perfect Progressive Tense เชิงบอกเล่า

โครงสร้าง : Subject + will, shall + have + been + verb 1. ing

ตัวอย่าง : 1. She will have been playing tennis.

( หล่อนคงจะเล่นเทนนิสอยู่ )

13.2 ประโยค Future Perfect Progressive Tense เชิงปฏิเสธ

เมื่อต้องการแต่งประโยค Future Perfect Progressive Tense ให้มีความหมายเชิงปฏิเสธให้เติม not+ หลัง will หรือ shall ซึ่งมีโครงสร้างดังนี้

โครงสร้าง : Subject + will ,shall + not +have + been +verb 1. ing

ตัวอย่าง : 1. She will not ( won’t ) have been playing tennis.

( หล่อนคงจะไม่เล่นเทนนิสอยู่ )

13.3 ประโยค Future Perfect Progressive Tense เชิงเชิงคำถามและการตอบ

เมื่อต้องการแต่งประโยค Future Perfect Progressive Tense ให้มีความหมาย เชิงคำถามให้นำ will

หรือ shall มาวางไว้หน้าประโ ยคและตอบด้วย Yes หรือ No ซึ่งมีโครงสร้างดังนี้

โครงสร้าง : Will , Shall + Subject + have + been + verb 1. ing ?

ตัวอย่าง : 1. Will she have been playing tennis ?( หล่อนคงจะเล่นเทนนิสอยู่ใช่หรือไม่ )

        • Yes, she will. ( ใช่ หล่อนคงจะเล่นอยู่ )
        • No, she won’t . ( ไม่ หล่อนคงจะไม่เล่นอยู่ )

13.4 หลักการใช้ Future Perfect Progressive Tense

ใช้กับเหตุการณ์ 2 อย่างที่จะเกิดขึ้นก่อนหลังกันในอนาคตแต่เน้นความต่อเนื่องของการกระทำ ดังนี้

– เหตุการณ์ใดเกิดก่อนใช้ Future Perfect Progressive Tense

– เหตุการณ์ใดเกิดทีหลังใช้ Present Simple Tense

เช่น 1. He will have been reading for two hours when I visit him.

( เขาคงจะอ่านหนังสืออยู่เป็นเวลา 2 ชั่วโมงแล้ว เมื่อผมไปเยี่ยมเขา )

2. I shall have been watching TV for an hour when he arrives.

( ฉันคงจะอ่านหนังสืออยู่เป็นเวลา 1 ชั่วโมงแล้ว เมื่อเขามาถึง )

tense

From LBH
tense
grammar The form of a verb that expresses the time of its action, usually indicated by the verb’s inflection and by helping verbs.

• The simple tenses are:
the present
I race /  you go
the past
I raced / you went
the future, formed with the helping verb will
I will race / you will go

• The perfect tenses, formed with the helping verbs have and had, indicate completed action. They are :
the present perfect
I have raced / you have gone
the past perfect
I had raced / you had gone
the future perfect
I will have raced / you will have gone

• The progressive tenses, formed with the helping verb be plus the present participle, indicate continuing action. They include:
the present progressive
I am racing / you are going
the past progressive
I was racing / you were going
the future progressive
I will be racing / you will be going

See p. 319 for a list of tenses with examples.

From UseE
Tense
is used to show the relation between the action or state described by the verb and the time, which is reflected in the form of the verb. There are two basic tenses in English; the present tense and the past tense. The present is like the base form, although the third person singular adds -s. Regular verbs add -ed or -d  to show the past tense, while irregular verbs change in many different ways, or not at all in some cases.

From EC.com – English Grammar englishclub.com http://grammar.english.english.com
For past and present, there are 2 simple tenses + 6 complex tenses (using auxiliary verbs). To these, we can add 4 “modal tenses” for the future (using modal auxiliary verbs will/shall). This makes a total of 12 tenses in the active voice. Another 12 tenses are available in the passive voice. So now we have 24 tenses.

The use of tenses in English may be quite complicated, but the structure of English tenses is actually very simple. The basic structure for a positive sentence is:

subject + auxiliary verb + main verb

An auxiliary verb is used in all tenses. (In the simple present and simple past tenses, the auxiliary verb is usually suppressed for the affirmative, but it can and does exist for intensification.) The following table shows the 12 tenses for the verb to work in the active voice.

* Technically, there are no future tenses in English. The word will is a modal auxiliary verb and future tenses are sometimes called “modal tenses”. The examples are included here for convenience and comparison.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: